2007/Mar/12

เฮ้อ!! วันนี้มีเรื่องกลุ้มใจอีกแล้ว จะระบายให้ใครฟังก็ไม่ได้อีก

ทำไมน๊า...ทำไมพี่สาวเราถึงไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย ถึงเราจะเป็น

ลูกพี่ลูกน้องกัน อายุห่างกันแค่ครึ่งปีเอง

แต่ว่าเราก็ยังมีศักดิ์เป็นน้องพี่อยู่ดี ทำไมพี่ถึงต้องคอยให้เราเป็นผู้นำตลอด เราเหนื่อย

นะ ทั้งสมัครสอบ สมัครงาน ธุระต่าง ๆของพี่ ฯลฯ ทำไมถึงต้องห้อยเราไปตลอดทุกที่ เราอยากให้พี่มีความกล้ามากกว่านี้ มั่นใจในตัวเองบ้าง ทำไมไม่ช่วยตัวเองก่อนบ้าง อยากบอกว่าเราเริ่มท้อมาก ๆ แล้วนะ ไหนจะเรื่องไปเรียนต่ออีก มันเป็นความใฝ่ฝันของพี่เองแท้ ๆทำไมถึงต้องรอเราให้จบโทก่อน ทำไมถึงไม่กล้าที่จะไปคนเดียว เราไม่เข้าใจเลยจริง ๆ แล้วในที่สุดการดำเนินเรื่องเรียนต่อเมืองนอก พี่ก็ต้องให้เราเป็นคนหาข้อมูล ทำแทบทุกอย่างให้ ทั้งที่ตัวเองก็ว่าง ไม่ได้ทำอะไร ในขณะที่เราก็ต้องหัวฟูกับการแก้วิทยานิพนธ์ให้จบแล้วยังจะเอาภาระมาให้เราอีกพอเราทำอะไรให้ขัดใจ ก็กระทบกระแทกเราให้เจ็บใจ แต่พอเราจะพูดจะว่าอะไรบ้างก็ไม่ได้ เพราะพี่เป็นคนคิดมาก ทำไมไม่นึกถึงใจคนอื่นบ้าง จริง ๆ แล้วเราอยากบอกว่าชีวิตเราเอง เราก็อยากทำในสิ่งที่เรารักเหมือนกัน จะให้ตามติดคอยช่วยเหลือพี่ไปตลอดคงไม่ได้ แล้วเราก็ไม่อยากไปเรียนต่อพร้อมกับพี่ด้วย เราเหนื่อยที่จะต้องคอยเป็นผู้นำพี่แล้วนะ เหนื่อยจริง ๆ

2006/Feb/25

19 .. ที่ผ่านมา เราและอดีตแฟน ( My Ex-Boyfriend)ได้มีโอกาสเจอกันหลังจากที่ไม่ได้เจอตัวเป็น ๆ กันมาเกือบจะ 2 ปีเห็นจะได้แล้วมั้ง เจอกันครั้งนี้เราสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของเค้าอย่างเห็นได้ชัดคือแบบว่าพี่ท่านอ้วนขึ้นจนเกือบจำไม่ได้แน่ะแหะแหะ เราว่าเค้าเองก็คงคิดกะเราอย่างนั้นเหมือนกันคือแบบว่าต่างคนต่างแข่งกันจ้ำม่ำน่าดู รับประทานอะไรกันเข้าไปเนี่ย 555

จุดประสงค์ของการเจอกัน ก็เพราะว่าเค้านัดว่าจะเอาวีซีดีภาพยนตร์เรื่อง What Dreams May Come ที่เราอยากได้มาให้ เพราะเราอยากได้มั่กมาก เคยดูแล้วประทับใจกับความรักแท้ที่ความตายก็มิอาจพรากซึ้งสุด ๆ แต่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้ คราวนี้พออยากได้เป็นของตัวเอง ก็ดันหาซื้อไม่ได้แล้ว เพราะหนังค่อนข้างนานแล้วพอสมควร เดือดร้อนต้องขอยืมเค้า เพราะเราจำได้ว่าเค้าเคยซื้อหนังเรื่องนี้ไว้ตอนสมัยยังคบกันน่ะ อิอิ แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเค้าจะยอมยกให้เราเลย นึกว่าจะแบบไร้ท์มาให้ซะอีก ก็เค้าเองก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนกันนี่นา เราจำได้!!

ตอนแรกเรากะว่าเจอกัน รับของที่ต้องการแล้วก็ต่างแยกย้ายกันกลับคฤหาสน์(หุหุ เวอร์ซะ) แต่ปรากฏว่าเค้าชวนให้ไปเดินถนนพระอาทิตย์กันต่อ เราเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะในใจก็อยากอยู่กะเค้านานกว่านี้เหมือนกันล่ะ อยากคุยกันมากกว่านี้ เพราะตั้งแต่เลิกรากันไปมีชีวิตของตัวเอง ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากเท่าไหร่ติดต่อกันบ้างช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ แต่มีมาช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงช่วงนี้ล่ะ ที่ดูท่าทางเค้าอยากจะกลับมา return our love อีกครั้ง อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า แต่จากพฤติกรรมการโทรมาหาเราบ่อยขึ้น และก็นัดกินข้าว ดูหนังหลายครั้ง มันเป็นชนวนเหตุให้เราจำเป็นต้องสันนิษฐานไปในทำนองนั้นจริง ๆ นี่นา

ก็เลยสรุปว่าเราตอบตกลงไปเดินถนนพระอาทิตย์กับเค้า ก็ไปเดินเล่นเรื่อย ๆ แล้วก็ถ่ายรูปกัน แต่ส่วนใหญ่เค้าจะเป็นฝ่ายถ่ายให้เรามากกว่า เพราะเค้าเป็นพวกขี้อาย ไม่เหมือนเราที่หน้าไม่อาย ฮิฮิ ^^

รูปนี้เป็นฝีมือข้าพเจ้าถ่ายเองเจ้าค่ะ เห็นมะ บอกแล้วว่าไม่ธรรมดา

ใครฟะเนี่ย อ๊าย ไม่ใช่ช้าน รับไม่ได้ ทำไมหน้าดุอย่างนี้ง่ะ

อืม!! หลังจากถ่ายรูปจนอิ่มใจแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาหาอาหารค่ำใส่กระเพาะแล้วล่ะ มองซ้ายมองขวา และแล้วก็เจอร้านที่หวังใจจะเข้าไปฝากครรภ์ เอ๊ยฝากพุงไว้ในค่ำคืนนี้ซักที คิดว่าหลาย ๆ คนที่มีโอกาสมาเยือนถนนพระอาทิตย์บ่อย ๆคงจะรู้จักคุ้นเคยชื่อร้านนี้เป็นอย่างดี เห็นเค้าว่ามีชื่อพอสมควร ร้านที่ว่ามีชื่อว่าร้านกิน ดื่ม นั่นเอง อาหารก็จัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว บวกกับดนตรีสดที่ขับขานโดยนักร้องประจำร้าน กับบรรยากาศสลัว ๆ ที่ช่วยขับใบหน้าอันประหลาดและน่ากลัวของเราทั้งคู่ให้ดูดีขึ้นมาได้ในฉับพลัน ก็ทำให้เกิดอารมณ์ซึ้ง โรแมนติกได้ชั่วขณะเหมือนกันอ่ะน่ะ

เค้าบอกว่าเราอยากขอเพลงอะไรก็ขอได้ตามสบายเลย ส่วนเค้าเองบอกว่าอยากฟังเพลงรักแท้ดูแลไม่ได้ ของ potato แล้วก็ย้ำบ่อยมาก ๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าต้องการจะบอกอะไรเป็นนัย ๆ หรือเปล่า แต่เราเห็นเค้าไม่ได้พูดอะไรที่มันชัดเจนกว่านี้ อย่างเช่นเรากลับมาคบกันมั้ย อะไรอย่างเนี้ยมันเลยทำให้เราค่อนข้างสับสน แล้วนายต้องการอะไรกันแน่นะ กับการที่กลับเข้ามาทำตัวสนิทสนมกับเรามาก ๆ ในช่วงนี้ อืม!! แต่คิดอีกทีการที่เค้าไม่พูดอะไรมากกว่านี้มันก็ดีเหมือนกันล่ะนะ เพราะว่าถ้าเค้าเกิดพูดอะไรอย่างนั้นจริง ๆ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะตอบเค้าว่ายังไง เพราะใจเราเองตอนนี้ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเค้ามากมายเหมือนเดิมอีกแล้ว อยากคงสถานะเป็นเพื่อนมากกว่า อีกอย่างเราเองก็อาจจะต้องจากเค้าไปเรียนต่อต่างประเทศปีหน้าด้วยเราไม่อยากสร้างความผูกพันใด ๆ กับเค้าอีกแล้ว มันสายไปแล้วจริง ๆ ถ้าเค้าจะกลับมาขอโทษและจะกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ เพราะใจเราตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ใจเรามันหายไปอยู่กับกิมจิหนุ่มผู้นั้นไปเรียบร้อยแล้วอ่ะ โอย !! ยิ่งพูดก็ยิ่งคิดถึงเค้าคนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว คิดถึง ๆ

หลังจากดินเนอร์มื้อค่ำเสร็จสิ้น จากนั้นเรา 2 คนก็ไปเดินเล่นแถวถนนข้าวสารกันต่อเป็นการย่อยไปด้วยในตัว ฮ่ะ ฮ่ะแต่เราไม่ได้ซื้ออะไรมากมายเลย นอกจากโปสการ์ดhandmade 2 ใบ ไม่บอกก็รู้ใช่ม๊า ว่าจะส่งไปถึงใคร ยังไงก็ต้องเป็นหนุ่มเกาหลี ยอโบที่รักของเราน่ะแหละ แหะ แหะ ตู่นิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่ว่ากันนะจ๊า

ถนนข้าวสาร~~~สีสันยามค่ำคืนของบางกอก ไทยแลนด์

และนี่ก็คือโฉมหน้าองครักษ์ประจำตัวเราในค่ำคืนนี้ ชี้โบ๊ชี้เบ๊อะไร เจ้าอ้วน Hee Hee!! อิอิ ล้อเล่นนะ โอ๋ โอ๋~~ อย่างอนล่ะ

เดินเล่นที่ถนนข้าวสารเรียบร้อยเบ็ดเสร็จ 5 ทุ่มพอดิบพอดี คราวนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันกลับบ้านนอนซะที ฮ้าว!! ง่วงจัง ปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยการที่เค้านั่งรถไปส่งเราที่บ้านด้วย ขอบใจนะที่ยังเป็นห่วงสวัสดิภาพเรา ถึงแม้ว่าที่จริงแล้วหน้าตาอย่างเราจะรอดพ้นพวกแก๊งหื่นกามไปได้อย่างสบาย ๆ ก็ตาม หุ หุ

และนี่คือรูปคู่ปิดท้ายสำหรับวันพิเศษวันนึง วันนี้

I always keep u in my memory..

แล้วพบกันใหม่เมื่อใจเราสองต้องการนะจ๊ะ

ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยผูกพัน

และยืนข้าง ๆ กันจนสุดหนทาง

จากกันวันนี้ เธอคงผิดหวัง

แต่ดีกว่าต้องทรมาน กับสิ่งที่ฉันเป็น TT_TT

ลาก่อนอดีตรักครั้งแรก

สัญญาว่าฉันจะเก็บเธอไว้ในส่วนลึกของหัวใจตราบนานเท่านาน

ขอบคุณที่ไม่พูดอะไรออกมาให้ฉันสับสัน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง..

วันที่ฉันสามารถตัดเธอได้หมดใจเสียที

ความรักของเราจบสิ้นลง

ความรู้สึกที่ยังคงในเวลานี้

คือความรู้สึกเป็นเพียงเพื่อนที่ดี

และคงยังจะมีต่อ ๆ ไป

ก็คงหยุดลงตรงคำว่าเพื่อน

คงไม่เป็นเหมือนอย่างอื่นได้

หากคิดจะกลับมารักกันใหม่

มันคงเป็นไปไม่ได้

...เพราะไม่เหมือนเดิม...

ต่อไปเราจะคงสถานะของการเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น

เพื่อนแท้เพื่อนรัก..เราจะเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันตลอดไป

สัญญา~~~



edit @ 2006/02/25 16:57:07

2006/Feb/16

สวัสดีค่า....อันนยองฮาเซโย

แต่น แตน แต๊น~~ นี่ก็คือรูปของข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าของบล็อก

ตัวจริงเสียงจริงแน่นอนเจ้าค่ะไม่ต้องกลัวไปนะ เอ๊ แต่ไหงได้ยินเสียง

สวดมนตร์ดังมาเป็นระลอกเลย ไม่น๊า เค้าไม่น่ากลัวขนาดนั้นซักหน่อย

แค่คลับคล้ายคลับคลาผี Ju-on นิดหน่อยเอง ทำเป็นผวาไปได้ เหอ!! เหอ!!

เริ่มเรื่องเลยละกัน........

ฮือๆๆวาเลนไทน์ปีนี้แสนจะห่อเหี่ยวใจ ไหนจะไม่มีหนุ่มให้เดินเคียงข้างแล้ว

ก็ยังถูกเพื่อน 3 คนเบี้ยวนัดดูหนังอีก โอว!! so..sad ทำไงล่ะคราวนี้ มีทางเดียว

ก็คือหลอกล่อลูกพี่ลูกน้อง เจ๊ Kate เจ้าเก่าให้ขึ้นรถทัวร์จากต่างจังหวัดมาดูหนัง

เป็นเพื่อนที ซึ่งเจ๊ก็ยินยอมแต่โดยดี เพราะเราติดสินบนไว้ด้วยอาหารเกาหลี ณ

สุขุมวิทพลาซ่า ( คือเรื่องหนังน่ะ จริง ๆ แล้วเธอไม่ยินดียินร้ายเท่าไหร่หรอก

แต่เรื่อง Korean food ตะหากที่เป็นแรงผลักดันให้เธอยอมจำนนขึ้นมากรุงเทพฯ

แต่โดยดี อิอิ) ตะกละเหมือนกันนะเนี่ยพี่เรา

คือว่าก่อนหน้าเนี้ยเราไปแย่งชิงบัตรดูหนังฟรีที่อสท. เกาหลีมา ทั้งหมด 4 ใบ

ซึ่งเพื่อนสนิทตัวดีทั้ง 3 ก็ดันเบี้ยวนัดกันหมด เพราะงั้นบุญก็เลยหล่นทับคุณ

Kate เธอไปเต็ม ๆ หนังเกาหลีเรื่องที่ว่าก็คือเรื่อง The Beast & the Beauty

หรือชื่อภาษาไทยว่าหล่อน่ากลัวกะยัยตัวน่ารัก ฮั่นแน่!! ฟังแล้วอยากดูอะจิ


และนี่ก็คือตัวอย่างตั๋วหนังฟรีที่บอกไปเมื่อตะกี๊ล่ะเจ้าค่ะ

และแล้วทริปสำหรับวาเลนไทน์ปีนี้ก็เริ่มขึ้น เริ่มแรกเมื่อเรา 2 พี่น้องเจอกัน

ที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ต่างคนต่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ตระเวนหาที่กินอาหาร

เกาหลีตามใจเรียกร้องทันที ไม่ต้องแปลกใจนะฮ้า คือแบบว่าตระกูลเรา

เรื่องกินเรื่องหญ่ายยยยยค่า หุหุ.......ในที่สุดก็เจอจนได้ ซอยสุขุมวิท 12

ย่านเกาหลีชื่อดังของเมืองไทย โด่งดังมาก โดยเฉพาะช่วงเกาหลีฟีเวอร์ช่วงนี้

ถึงซะที สุขุมวิทพลาซ่า ที่ ๆ เรามาสอดส่ายหาหนุ่มเกาหลี เอ๊ย! ม่ายช่าย มากินตะหากเล่า ตกใจมากค่า เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้มา ณ ที่แห่งนี้ โอ้ว~~ พระเจ้าจอร์จ หยั่งกะหลุดเข้ามาแดนกิมจิเลยล่ะ มองไปทางไหน ก็มีแต่ป้ายร้านเกาหลีเต็มไปหมดเลย อู้วว!!

และแล้วเราก็ได้ร้านที่จะเข้าไปฝากท้อง แต่น แต๊น ร้านนี้มีชื่อว่า

ร้าน Doorae ที่บรรดานักชิมทั้งหลายคอนเฟิร์มนักหนาว่าอร่อย

สุดจะบรรยาย เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เราก็เลยต้องตามกระแสเค้า

ซะหน่อย อืม เจ้าของร้านดูท่าจะเป็นสามีภรรยากันนะ จากที่เรา

สังเกตการณ์น่ะ เค้าเป็นคนเกาหลีทั้งคู่

เค้าทักเราตอนเข้าร้านว่า อันนยองฮาเซโย อย่างเดียว จากนั้น

ก็ไม่พูดอะไรกะพวกเราอีกเลย ส่งพนักงานสาวไทยหน้าตา

จิ้มลิ้มมารับออร์เดอร์แทน แง!! อุตส่าห์หวังใจว่าจะได้ฝึก

ภาษาเกาหลีที่ไปร่ำเรียนมาซะหน่อย เค้าก็ดันไม่สนใจเราซะงั้น

โอ้ว!! หรือว่าหน้าตาแนว ๆ อย่างเรา 2 คนมันดูไม่น่าคบหากันน๊อ??

แต่ไม่เป็นไร ไม่คุยก็ไม่คุย งั้นเรากินเลยดีกว่า "น้อง ๆ เอาพิบิมบับ

กะคาลบิทังละกัน"เราตกลงใจสั่งไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอาหารก็เสร็จ

รวดเร็วทันใจมั่ก มาก ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้กินสมใจอยาก 555+

นี่คือ เจ้าพิบิมบับ หรือแบบบ้าน ๆ เราก็เรียกว่าข้าวยำน่ะเอง กินคลุกเค้า

กะซอสสีแดงของเกาหลี อาหร่อยมากค่ะ

และนี่ก็คือเจ้าคาลบิทัง อ๊ะ ไม่ใช่ข้าวเกรียบกุ้งนะ แต่มันคือเนื้อหมักซอส

อย่างดี รสชาติกลมกล่อมมาก ๆ ขอบอก!!


สั่งแค่ 2 อย่าง แต่เครื่องเคียงเต็มเพียบเลยฮ่า ชอบ ค่ะ ชอบ

นี่ก็คือโฉมหน้าของสาวเคท พี่สาวแสนสวยของข้าพเจ้าเองค่า

โอ้ว!! ว้าว จะกินอะไรก่อนดีเนี่ย เลือกไม่ถูกเลย

ทานด้วยกันมั้ยคะ หุหุ

เชลล์ชวนชิมมาเอง Confirm ว่าแซบหลายเจ้าค่ะ


เห็นหน้าตาอิ่มสุขขนาดเนี้ย ไม่บอกก็รู้ว่าอาหย่อยขนาดไหนใช่ม๊า??

โอ้ว อิ่มจัง แต่ตังตูอยู่ไม่ครบอ่ะ ง่า!!

เอาน่ะเช็คบิลแล้วก็ดื่มน้ำอบเชย

แก้เหงื่อตกไปก่อนละกัน

จากนั้นสองศรีพี่น้องก็ย้ายพุงออกมาจากร้านด้วยความสุขี อิ่มสุขค่า อิ่มสุข ^^

ฉับพลันทันใดนั้นสายตาก็ไปสะดุดที่ร้านขายสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยว อาหาร

สำเร็จรูปนำเข้าจากเกาหลี ฮ่า ฮ่า ได้เวลาเสียเงินอีกแล้ว ทำไงได้ มันอดใจไม่ไหวง่ะ


นี่คือร้าน ซังกิ ซิก พูม ร้านขายขนมขบเคี้ยวที่ว่า....

ซื้ออาไรดีน๊า....??? แง่ม แง่ม

ส่วนโซนนี้เราว่าเหมาะกะเด็ก ๆ มากกว่าอาจุมม่า ป้า ป้า 2 คนนี้ว่ะ

คราวนี้ก็ได้เวลาไปเดินย่อยแถวสยามรอเวลาหนังฉายรอบทุ่มตรงเจ้าค่ะ

ไปร้องเพลงคาราโอเกะที่ SF ด้วย บันเทิงกันสุดฤทธิ์ กระเป๋าฉีกกันไป

เป็นแถบ ๆ แต่ไม่เป็นไร วาเลนไทน์ วันพิเศษเอาน่า วันนี้ หยวน หยวน

และแล้วเวลาที่หนังฉายก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราไปถึง Grand EGV ก่อนเวลา

ประมาณเกือบชั่วโมงนึง เพื่อไปแลกตั๋วหนังและชมนิทรรศการภาพดารา

นักร้องเกาหลี กำลังจะนำเสนอภาพบรรยากาศงาน ณ บัด NOW แล้วเจ้าค่ะ....

ว้าว!! หล่อ ล่ำบึ้ก คุณหนูเรน ขวัญใจแม่ยกทั้งหลาย

โอ้ว!! ดูกี่ทีก็น่ารัก ไม่หล่อ แต่เร้าใจง่ะ สุดที่รักเราเอง 555+ ขี้ตู่ฟ่ะ

และนี่ก็ดาราคู่ขวัญจาก Full House สะดุดรักที่พักใจ...ซองเฮคโย

นี่ก็ไม่เอ่ยถึงไม่ได้เช่นกัน ลียองเอ..หรือแดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวงนั่นเอง

ส่วนนี่ก็ป๋าแบยองจุน ดังไม่แพ้ใครเหมือนกัลล์

ส่วนนี่ถ้าไม่ลงรูปไว้ อาจโดนฝ่ามือพิฆาตได้ คิมแรวอน หนุ่มที่เป็น

แบ็คกราวน์ราง ๆ อยู่ด้านหลังสาวเจ้า พี่ท่านเป็นสุดที่รักของคุณ

Kate เธอเจ้าค่ะ

แล้วก็ปิดท้ายด้วยสุดหล่อของเราอีกครั้ง

โอ้ว!! ยิ่งดูก็ยิ่งน่าร้ากกกก..มายอ่ะ ก็คนเค้าชอบของเค้านิ่

เอาล่ะ อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจกันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเข้าไปชม

ภาพยนตร์รัก Romantic Comedy กันได้แล้ว ตามมาสิคะ เราจะ

พาคุณไปชมพร้อม ๆ กันเลย

นี่ล่ะค่ะ หนังเรื่อง The Beast & the Beauty ใน.. เทศกาลภาพยนตร์เกาหลี 2006 ฉลองวันแห่งความรักขอบคุณมากค่ะ อสท. เกาหลี ที่ฉายหนังฟรีให้เราได้ชมกัน นำแสดงโดยริว เซิง บัมและ ชิน มิน อา(Ryoo Seung Bam & Shin Min A)

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เฮจู สาวน้อยสวยใสผู้มีเสน่ห์ดึงดูดใจใครต่อใครที่ได้พบเห็น

แต่ที่น่าเศร้าก็คือ เธอสูญเสียดวงตาไปเมื่อหลายปีก่อน

ดองกัน หนุ่มหน้าตาอัตคัตความหล่อคือเพื่อนชายที่ดีที่สุด ที่คอยดูแลปกป้องเฮจู

อยู่ไม่ห่างตลอดระยะเวลา 3 ปีนั้น และแน่นอนว่าเวลา 3 ปีนั้นได้สร้างความสัมพันธ์

อันลึกซึ้งทางใจให้แก่เขาทั้งคู่ กระทั่งวันนั้นเฮจูโชคดีได้รับบริจาคดวงตา เธอดีใจมาก

ที่จะได้เห็นอะไร ๆ ดี ๆ หลายอย่าง อย่างคนทั่ว ๆ ไป แต่ดองกันไม่มั่นใจหน้าตาตัวเอง

ที่ไม่หล่อเอาซะเลย จึงหนีหน้าไม่อยู่ให้เฮจูเห็นหลังจากที่เธอผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา

ดองกันเพียงแต่ส่งข่าวให้เธอรู้ว่าเขาไปอยู่ฮาวายพักหนึ่ง ในระหว่างนั้นเฮจูก็ได้พบ

กับจุนฮาหนุ่มนักกฏหมายมาดเท่ห์ที่ตกหลุมเสน่ห์ของเธอเข้าอย่างจัง เขาตามตื๊อตาม

จีบเฮจูอย่างไม่ลดละ ด้วยหวังว่าจะครอบครองใจเธอได้ แต่ในใจของเฮจูแล้วไม่มีใคร

จะดีเทียบเปรียบเสมือน ดองกัน เพื่อนชายคู่ทุกข์คู่ยากยามที่เธออยู่ในโลกมืดไปได้

บอกได้คำเดียวเลยค่ะว่า รู้สึกประทับใจมากกับหนังเรื่องนี้ เค้าทำออกมาได้ดี

ฉากฮาก็ฮาซะจนน้ำตาเล็ด คนก๊ากกันลั่นโรง มุขก็ไม่ฝืด ขำกันจนท้องคัด

ท้องแข็ง ส่วนซีนอารมณ์เค้าก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว เพลงก็แทรกเข้ามาใน

จังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ สรุปว่าคุ้มค่าจริง ๆ ที่ได้มาดู สนุกมั่กมาก

แม้แต่สาวเคทที่ตอนแรกไม่คิดอยากจะดูเล้ย ก็ยังคอนเฟิร์มว่า โคตรหนุกเลยอ่ะ

ฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้ไปดู ก็อย่าพลาดเด็ดขาดนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าสวย (ไม่เสร็จ)

ไม่เตือน ^_^

555+ และแล้วValentine's Tripก็จบลงได้ด้วยดี ทั้งอิ่มอร่อยกับอาหารเกาหลี

ทั้งได้ชมหนังรักประทับใจ โอ้ว!! สุขสุดจะบรรยาย แม้จะไร้หนุ่มข้างกายก็เหอะ

อิอิ และแล้วสองพี่น้องก็เดินทางกลับสู่ดินแดนสถาน บ้านที่รักกันเวลา 3 ทุ่มเศษ ๆ

ไปเดินช้อปปิ้งต่อที่อนุสาวรีย์ แล้วก็ไปนั่งทานข้าวข้างทางก่อนถึงบ้าน กระเพราปู

ไข่เจียว พร้อมกับน้ำพริกถ้วยเก่า สูงสุดคืนสู่สามัญจริง ๆ หุหุ

ทำไมล่ะ ก็อาหารไทยของเรา กับน้ำปลาพริกเนี่ยเริ่ดสุดแล้ว หรือใครจะเถียงจ๊ะ

ถึงแม้จะนอกใจไปให้เกาหลีบ้างเป็นบางเวลา แต่ในใจก็ยังยืนยันว่า

Thailand....I Love U นะจ๊า





edit @ 2006/02/16 12:42:23