
สวัสดีค่า....อันนยองฮาเซโย
แต่น แตน แต๊น~~ นี่ก็คือรูปของข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าของบล็อก
ตัวจริงเสียงจริงแน่นอนเจ้าค่ะไม่ต้องกลัวไปนะ เอ๊ แต่ไหงได้ยินเสียง
สวดมนตร์ดังมาเป็นระลอกเลย ไม่น๊า เค้าไม่น่ากลัวขนาดนั้นซักหน่อย
แค่คลับคล้ายคลับคลาผี Ju-on นิดหน่อยเอง ทำเป็นผวาไปได้ เหอ!! เหอ!!
เริ่มเรื่องเลยละกัน........
ฮือๆๆวาเลนไทน์ปีนี้แสนจะห่อเหี่ยวใจ ไหนจะไม่มีหนุ่มให้เดินเคียงข้างแล้ว
ก็ยังถูกเพื่อน 3 คนเบี้ยวนัดดูหนังอีก โอว!! so..sad ทำไงล่ะคราวนี้ มีทางเดียว
ก็คือหลอกล่อลูกพี่ลูกน้อง เจ๊ Kate เจ้าเก่าให้ขึ้นรถทัวร์จากต่างจังหวัดมาดูหนัง
เป็นเพื่อนที ซึ่งเจ๊ก็ยินยอมแต่โดยดี เพราะเราติดสินบนไว้ด้วยอาหารเกาหลี ณ
สุขุมวิทพลาซ่า ( คือเรื่องหนังน่ะ จริง ๆ แล้วเธอไม่ยินดียินร้ายเท่าไหร่หรอก
แต่เรื่อง Korean food ตะหากที่เป็นแรงผลักดันให้เธอยอมจำนนขึ้นมากรุงเทพฯ
แต่โดยดี อิอิ) ตะกละเหมือนกันนะเนี่ยพี่เรา
คือว่าก่อนหน้าเนี้ยเราไปแย่งชิงบัตรดูหนังฟรีที่อสท. เกาหลีมา ทั้งหมด 4 ใบ
ซึ่งเพื่อนสนิทตัวดีทั้ง 3 ก็ดันเบี้ยวนัดกันหมด เพราะงั้นบุญก็เลยหล่นทับคุณ
Kate เธอไปเต็ม ๆ หนังเกาหลีเรื่องที่ว่าก็คือเรื่อง The Beast & the Beauty
หรือชื่อภาษาไทยว่าหล่อน่ากลัวกะยัยตัวน่ารัก ฮั่นแน่!! ฟังแล้วอยากดูอะจิ

และนี่ก็คือตัวอย่างตั๋วหนังฟรีที่บอกไปเมื่อตะกี๊ล่ะเจ้าค่ะ
และแล้วทริปสำหรับวาเลนไทน์ปีนี้ก็เริ่มขึ้น เริ่มแรกเมื่อเรา 2 พี่น้องเจอกัน
ที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ต่างคนต่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ตระเวนหาที่กินอาหาร
เกาหลีตามใจเรียกร้องทันที ไม่ต้องแปลกใจนะฮ้า คือแบบว่าตระกูลเรา
เรื่องกินเรื่องหญ่ายยยยยค่า หุหุ.......ในที่สุดก็เจอจนได้ ซอยสุขุมวิท 12
ย่านเกาหลีชื่อดังของเมืองไทย โด่งดังมาก โดยเฉพาะช่วงเกาหลีฟีเวอร์ช่วงนี้

ถึงซะที สุขุมวิทพลาซ่า ที่ ๆ เรามาสอดส่ายหาหนุ่มเกาหลี เอ๊ย! ม่ายช่าย มากินตะหากเล่า ตกใจมากค่า เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้มา ณ ที่แห่งนี้ โอ้ว~~ พระเจ้าจอร์จ หยั่งกะหลุดเข้ามาแดนกิมจิเลยล่ะ มองไปทางไหน ก็มีแต่ป้ายร้านเกาหลีเต็มไปหมดเลย อู้วว!!

และแล้วเราก็ได้ร้านที่จะเข้าไปฝากท้อง แต่น แต๊น ร้านนี้มีชื่อว่า
ร้าน Doorae ที่บรรดานักชิมทั้งหลายคอนเฟิร์มนักหนาว่าอร่อย
สุดจะบรรยาย เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เราก็เลยต้องตามกระแสเค้า
ซะหน่อย อืม เจ้าของร้านดูท่าจะเป็นสามีภรรยากันนะ จากที่เรา
สังเกตการณ์น่ะ เค้าเป็นคนเกาหลีทั้งคู่
เค้าทักเราตอนเข้าร้านว่า อันนยองฮาเซโย อย่างเดียว จากนั้น
ก็ไม่พูดอะไรกะพวกเราอีกเลย ส่งพนักงานสาวไทยหน้าตา
จิ้มลิ้มมารับออร์เดอร์แทน แง!! อุตส่าห์หวังใจว่าจะได้ฝึก
ภาษาเกาหลีที่ไปร่ำเรียนมาซะหน่อย เค้าก็ดันไม่สนใจเราซะงั้น
โอ้ว!! หรือว่าหน้าตาแนว ๆ อย่างเรา 2 คนมันดูไม่น่าคบหากันน๊อ??
แต่ไม่เป็นไร ไม่คุยก็ไม่คุย งั้นเรากินเลยดีกว่า "น้อง ๆ เอาพิบิมบับ
กะคาลบิทังละกัน"เราตกลงใจสั่งไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอาหารก็เสร็จ
รวดเร็วทันใจมั่ก มาก ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้กินสมใจอยาก 555+

นี่คือ เจ้าพิบิมบับ หรือแบบบ้าน ๆ เราก็เรียกว่าข้าวยำน่ะเอง กินคลุกเค้า
กะซอสสีแดงของเกาหลี อาหร่อยมากค่ะ

และนี่ก็คือเจ้าคาลบิทัง อ๊ะ ไม่ใช่ข้าวเกรียบกุ้งนะ แต่มันคือเนื้อหมักซอส
อย่างดี รสชาติกลมกล่อมมาก ๆ ขอบอก!!


สั่งแค่ 2 อย่าง แต่เครื่องเคียงเต็มเพียบเลยฮ่า ชอบ ค่ะ ชอบ

นี่ก็คือโฉมหน้าของสาวเคท พี่สาวแสนสวยของข้าพเจ้าเองค่า

โอ้ว!! ว้าว จะกินอะไรก่อนดีเนี่ย เลือกไม่ถูกเลย
ทานด้วยกันมั้ยคะ หุหุ

เชลล์ชวนชิมมาเอง Confirm ว่าแซบหลายเจ้าค่ะ

เห็นหน้าตาอิ่มสุขขนาดเนี้ย ไม่บอกก็รู้ว่าอาหย่อยขนาดไหนใช่ม๊า??

โอ้ว อิ่มจัง แต่ตังตูอยู่ไม่ครบอ่ะ ง่า!!
เอาน่ะเช็คบิลแล้วก็ดื่มน้ำอบเชย
แก้เหงื่อตกไปก่อนละกัน
จากนั้นสองศรีพี่น้องก็ย้ายพุงออกมาจากร้านด้วยความสุขี อิ่มสุขค่า อิ่มสุข ^^
ฉับพลันทันใดนั้นสายตาก็ไปสะดุดที่ร้านขายสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยว อาหาร
สำเร็จรูปนำเข้าจากเกาหลี ฮ่า ฮ่า ได้เวลาเสียเงินอีกแล้ว ทำไงได้ มันอดใจไม่ไหวง่ะ

นี่คือร้าน ซังกิ ซิก พูม ร้านขายขนมขบเคี้ยวที่ว่า....

ซื้ออาไรดีน๊า....??? แง่ม แง่ม

ส่วนโซนนี้เราว่าเหมาะกะเด็ก ๆ มากกว่าอาจุมม่า ป้า ป้า 2 คนนี้ว่ะ
คราวนี้ก็ได้เวลาไปเดินย่อยแถวสยามรอเวลาหนังฉายรอบทุ่มตรงเจ้าค่ะ
ไปร้องเพลงคาราโอเกะที่ SF ด้วย บันเทิงกันสุดฤทธิ์ กระเป๋าฉีกกันไป
เป็นแถบ ๆ แต่ไม่เป็นไร วาเลนไทน์ วันพิเศษเอาน่า วันนี้ หยวน หยวน
และแล้วเวลาที่หนังฉายก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราไปถึง Grand EGV ก่อนเวลา
ประมาณเกือบชั่วโมงนึง เพื่อไปแลกตั๋วหนังและชมนิทรรศการภาพดารา
นักร้องเกาหลี กำลังจะนำเสนอภาพบรรยากาศงาน ณ บัด NOW แล้วเจ้าค่ะ....

ว้าว!! หล่อ ล่ำบึ้ก คุณหนูเรน ขวัญใจแม่ยกทั้งหลาย

โอ้ว!! ดูกี่ทีก็น่ารัก ไม่หล่อ แต่เร้าใจง่ะ สุดที่รักเราเอง 555+ ขี้ตู่ฟ่ะ

และนี่ก็ดาราคู่ขวัญจาก Full House สะดุดรักที่พักใจ...ซองเฮคโย

นี่ก็ไม่เอ่ยถึงไม่ได้เช่นกัน ลียองเอ..หรือแดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวงนั่นเอง
ส่วนนี่ก็ป๋าแบยองจุน ดังไม่แพ้ใครเหมือนกัลล์

ส่วนนี่ถ้าไม่ลงรูปไว้ อาจโดนฝ่ามือพิฆาตได้ คิมแรวอน หนุ่มที่เป็น
แบ็คกราวน์ราง ๆ อยู่ด้านหลังสาวเจ้า พี่ท่านเป็นสุดที่รักของคุณ
Kate เธอเจ้าค่ะ

แล้วก็ปิดท้ายด้วยสุดหล่อของเราอีกครั้ง
โอ้ว!! ยิ่งดูก็ยิ่งน่าร้ากกกก..มายอ่ะ ก็คนเค้าชอบของเค้านิ่
เอาล่ะ อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจกันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเข้าไปชม
ภาพยนตร์รัก Romantic Comedy กันได้แล้ว ตามมาสิคะ เราจะ
พาคุณไปชมพร้อม ๆ กันเลย

นี่ล่ะค่ะ หนังเรื่อง The Beast & the Beauty ใน.. เทศกาลภาพยนตร์เกาหลี 2006 ฉลองวันแห่งความรักขอบคุณมากค่ะ อสท. เกาหลี ที่ฉายหนังฟรีให้เราได้ชมกัน นำแสดงโดยริว เซิง บัมและ ชิน มิน อา(Ryoo Seung Bam & Shin Min A)
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เฮจู สาวน้อยสวยใสผู้มีเสน่ห์ดึงดูดใจใครต่อใครที่ได้พบเห็น
แต่ที่น่าเศร้าก็คือ เธอสูญเสียดวงตาไปเมื่อหลายปีก่อน
ดองกัน หนุ่มหน้าตาอัตคัตความหล่อคือเพื่อนชายที่ดีที่สุด ที่คอยดูแลปกป้องเฮจู
อยู่ไม่ห่างตลอดระยะเวลา 3 ปีนั้น และแน่นอนว่าเวลา 3 ปีนั้นได้สร้างความสัมพันธ์
อันลึกซึ้งทางใจให้แก่เขาทั้งคู่ กระทั่งวันนั้นเฮจูโชคดีได้รับบริจาคดวงตา เธอดีใจมาก
ที่จะได้เห็นอะไร ๆ ดี ๆ หลายอย่าง อย่างคนทั่ว ๆ ไป แต่ดองกันไม่มั่นใจหน้าตาตัวเอง
ที่ไม่หล่อเอาซะเลย จึงหนีหน้าไม่อยู่ให้เฮจูเห็นหลังจากที่เธอผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา
ดองกันเพียงแต่ส่งข่าวให้เธอรู้ว่าเขาไปอยู่ฮาวายพักหนึ่ง ในระหว่างนั้นเฮจูก็ได้พบ
กับจุนฮาหนุ่มนักกฏหมายมาดเท่ห์ที่ตกหลุมเสน่ห์ของเธอเข้าอย่างจัง เขาตามตื๊อตาม
จีบเฮจูอย่างไม่ลดละ ด้วยหวังว่าจะครอบครองใจเธอได้ แต่ในใจของเฮจูแล้วไม่มีใคร
จะดีเทียบเปรียบเสมือน ดองกัน เพื่อนชายคู่ทุกข์คู่ยากยามที่เธออยู่ในโลกมืดไปได้
บอกได้คำเดียวเลยค่ะว่า รู้สึกประทับใจมากกับหนังเรื่องนี้ เค้าทำออกมาได้ดี
ฉากฮาก็ฮาซะจนน้ำตาเล็ด คนก๊ากกันลั่นโรง มุขก็ไม่ฝืด ขำกันจนท้องคัด
ท้องแข็ง ส่วนซีนอารมณ์เค้าก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว เพลงก็แทรกเข้ามาใน
จังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ สรุปว่าคุ้มค่าจริง ๆ ที่ได้มาดู สนุกมั่กมาก
แม้แต่สาวเคทที่ตอนแรกไม่คิดอยากจะดูเล้ย ก็ยังคอนเฟิร์มว่า โคตรหนุกเลยอ่ะ
ฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้ไปดู ก็อย่าพลาดเด็ดขาดนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าสวย (ไม่เสร็จ)
ไม่เตือน ^_^

555+ และแล้วValentine's Tripก็จบลงได้ด้วยดี ทั้งอิ่มอร่อยกับอาหารเกาหลี
ทั้งได้ชมหนังรักประทับใจ โอ้ว!! สุขสุดจะบรรยาย แม้จะไร้หนุ่มข้างกายก็เหอะ
อิอิ และแล้วสองพี่น้องก็เดินทางกลับสู่ดินแดนสถาน บ้านที่รักกันเวลา 3 ทุ่มเศษ ๆ
ไปเดินช้อปปิ้งต่อที่อนุสาวรีย์ แล้วก็ไปนั่งทานข้าวข้างทางก่อนถึงบ้าน กระเพราปู
ไข่เจียว พร้อมกับน้ำพริกถ้วยเก่า สูงสุดคืนสู่สามัญจริง ๆ หุหุ
ทำไมล่ะ ก็อาหารไทยของเรา กับน้ำปลาพริกเนี่ยเริ่ดสุดแล้ว หรือใครจะเถียงจ๊ะ
ถึงแม้จะนอกใจไปให้เกาหลีบ้างเป็นบางเวลา แต่ในใจก็ยังยืนยันว่า
Thailand....I Love U นะจ๊า
edit @ 2006/02/16 12:42:23